ต้องขอบอกว่า Marie Antoinette ในเวอร์ชั่น 2006 นี้  ผู้กำักับสาวอเมริกันคนสวย Sophia Coppola  หยิบหนังประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสเรื่องนี้ มาปัดฝุ่นใหม่ ได้สดใส เอี่ยมอ่อง และอู้ฟู้ ได้ลงตัว ถูกใจสาวผู้รักแฟชั่น และเพลงร็อคอย่างเราที่สุด


แม้หนัง เรื่องนี้ จะเคยถูกชาวฝรั่งเศสลุกขึ้นโห่ ในงานเปิดตัวฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาก่อนแต่นั่นอาจไม่ใช่ สาระสำคัญในความคิดของฉันเท่าไหร่นัก เพราะฉันคิดว่า  Sophia Coppola ไม่ได้ต้องการที่จะนำเสนอภาพ ฟอนเฟะ และประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบราชสำนักฝรั่งเศสในยุคนั้น แต่สิ่งที่เธอตัองการจะสื่อ ก็คือชีวิตของเด็กสาววัยรุ่น ที่กำลังอยู่ในช่วงแปลกแยก กำลังค้นหาตัวเอง ซึ่งด้านที่อ่อนใส สวยงามของเธอนี้ มันช่างบิดเบือนไปจาก  Marie Antoinette ในภาคประวัติศาสตร์ที่หลายคนรู้จักอย่างลิบลับ



เรื่องราวของ Marie Antoinette ในประวัติศาสตร์ เธอคือ ราชินีสาวจากต่างชาติ ผู้ทะเยอทะยาน เหยียบย่ำราชวงศ์ฝรั่งเศสตกต่ำจนถึงขีดสุด

ความชั่วร้ายของเธอ คือ กุมอำนาจเหนือสามีที่อ่อนแอ มีชู้กับชายอื่น มีความสัมพันธ์ลับฉันท์ชู้กับนางกำนัลคนสนิท ใช้จ่ายเงินแผ่นดินมากมายมหาศาล ไปกับเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับหรูหรา เหล่าขุนนางใช้ชีวิตท่ามกลางความบันเทิงเริงรมย์ ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับความอดยาก ขาดแคลน ... อื่นๆ อีกมากมายของความเลวร้าย

 

ความโง่เขลา และไม่รู้ซึ่งวิธีการบริหารประเทศของ พระนางมาีรี อังตัวเเนต  เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ในขณะที่ประชาชนมาขออาหารที่พระราชวัง เธอได้เอ่ยว่า  "ถ้าไม่มีแป้งจะ กิน ก็กินเค้กซะสิ" ประโยคเด็ด "Let them eat cake " กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ ที่ทำให้คนทั่วโลกยกให้เป็น symbolic ของพระนาง มารี อังตัวแนต ซึ่งในเวอร์ชั่นล่่าสุดนี้ โซเฟีย คอปโปล่า แก้ต่างให้เธอว่า "เหลวไหลที่สุด ฉันจะพูดแบบนั้นได้อย่างไร"  ผ่านการแสดงของ Kristen Dunst ผู้สวมบทพระนางมารี อังตัวแนต ใน เรื่องนี้


กล่า วได้ว่า ยุค ที่ฝรั่งเศสรุ่งโรจน์ที่สุด และตกต่ำที่สุด เกิดขึ้นในยุคของ พระนางมารี อังตัวแนต เธอคือ หญิงใจแตก  ฟุ่มเฟือย ไม่เอาใจใส่ประชาชน และเป็นต้นเหตุแห่งการล่มสลายของราชวงศ์ฝรั่งเศส 

สาวเซอร์ Kristen Dunst สวมบทราชินี สาวใจแตกใน  Marie Antoinette ได้อย่างน่าสนใจ เธอแสดงออกซึ่งความสดใส น่ารัก ผสมกับความไม่แน่ใจในตัวเอง และถ่ายทอดความเศร้าในจิตใจเบื้องลึกได้อย่างน่าเห็นใจ

แปลกดีที่ โซเฟีย เลือกนางเอกสาวติดดิน หน้าตาธรรมดาอย่าง Kristen Dunst มาสวมบทบาทราชินีผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก นั่นอาจเป็นสารบางอย่าง ที่ผู้กำกับสาวอารมณ์อาร์ต อยากจะบอกกับโลกว่า จริงๆ แล้ว ชีวิตของพระนาง Marie Antoinette ก็ไม่ต่างไปจากชีวิตของเด็กสาวคนอื่นๆ นัก ที่มีทั้งความอ่อนไหว ไม่มั่นใจ โหยหาความรัก อยากมีตัวตน ในสายตาของคนที่เธอแคร์ เพราะฉะนั้น ภาพของพระ นางมารี อังตัวแนต ในหนังเรื่องนี้ เธอจึงเป็นหญิงสาวที่น่าเห็นใจยิ่งนัก



เกริ่นมาเสียนาน จริงๆ สิ่งที่ิอยากจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ก็คือ  ....

แฟชั่นหรูหรา อู้ฟู้สีสด และดนตรีร็อคสุดเก๋ ที่ผสมกลมกลืนกันได้อย่างน่าทึ่ง แม้การนำเพลงร็อคสมัยใหม่มาประกอบหนังเรื่องนี้ จะนำเสียงวิจารณ์ด้านลบมาสู่ ผู้กำกับรางวัลออสการ์คนนี้ แต่เรากลับชื่นชม รู้สึกว่า นี่คือผลลัพธ์ ที่เจ๋ง และเท่ห์จริงๆ

 งานเสื้อผ้าสุดเนี้ยบ สุดตระกาลตา  ไม่แปลกใจเลย ที่  Marie Antoinette จะคว้ารางวัลออสการ์ เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมในปีนั้นไปครอง ก็มันสวย และเพอร์เฟ็คจริงๆ ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่า ทีมงานคอสตูมคงทำงานหนักนรกแตก กว่าจะได้ภาพความศิวิไลซ์ที่น่าชื่นชมได้ขนาดนี้

อีกหนึ่ง ความชอบ ที่อยากพูดถึงที่สุด ก็คือซาวด์แทร็คประกอบหนัง ที่นำเพลงร็อคในยุคใหม่ มาใช้กับหนังย้อนยุคเรื่องนี้ ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพลง what ever happened จาก The Strokes , Hong Kong Garden จาก Siouxsie and the Banshees,  Ceremony จาก New Order ,  The Melody of a Fallen Tree จาก Windsor for the Derby เป็นต้น ตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา ล้วนแล้วแต่เป็นแทร็คเด่น ที่เราชอบที่สุด

นั่งฟังเพลงในอัลบั้มนี้แล้ว ก็นึกสนุก อยากหยิบชุดหวาน อู้ฟู้ขึนมาใส่ พร้อมกับคอนเวิร์สคู่เก่ง แล้วแดนซ์อย่างเมามันส์จัง

 




 

 



รองเท้าคอนเวิร์สสีฟ้าอ่อน ที่ผู้กำกับจงใส่เข้ามา เพื่อแสดงให้เห็นถึงโลกของเด็กสาววัยรุ่น ที่มารี อังตัวแนตโหยหา และไม่มีวันจะเข้าถึง
 
                       ชุด ที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้  ไม่อู้ฟู้จนเกินงาม แต่คลาสสิค สวยสง่าจับใจ

 
ภาพที่เราชอบที่สุด
พระมารี อังตัวแนต ทอดเท้าทำเล็บด้วยความรื่นรมย์ใจ
 


Comment

Comment:

Tweet