Runway visions Rodart :fall 2010

posted on 30 May 2010 05:01 by christmas in fashion

 

ยังคงเต็มไปด้วยรายละเอียดฟุ้งฝันที่น่าสนใจเช่นเคย สำหรับดีไซน์เนอร์คนเก่ง สองพี่น้อง Kate and Laura Mulleavy จาก Rodarte ในคอลเล็กชั่นล่าสุด Fall 2010 แม้คราวนี้ เสื้อผ้าของพวกเธอจะฟุ้งหวานมากกว่าที่เคย แต่เห็นได้ชัดว่า หวานแบบเข้าใจยากแบบนี้แหละ ถูกใจสาวๆ ในยุคนี้นักหนา

เบื้องหลัง รันเวย์ ที่ภาพถ่ายได้สวยมาก เอามาจากเวปไร ... ลืมที่มาไปแล้ว  


 
 
 

 

photo of the day

posted on 30 May 2010 02:40 by christmas in photo
 
หอมหวานวัยเยาว์
 
 
 
ภาพเก่าๆ  มักให้ความรู้สึกดีๆ ได้เสมอ
 
 

 
ภาพนี้มันจี๊ดจัง ...
 
 
 

Alison Mosshart

posted on 17 May 2010 21:06 by christmas in fashion


Alison Mosshart นักร้องสาวสุดเท่ห์จากวงร็อค The Kills ผู้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของสาวร็อคหลายคน 
นอกจาก Alison Mosshart จะมีลีลาการร้องเพลงที่มันส์หยดแล้ว เธอยังมีสไตล์การแต่งตัวง่ายๆ ที่ใครก็สามารถแต่งตามได้ ... เพียงแค่มีกางเกงยีนส์ทรงสกินนี เสื้อยืด และแจ๊คเก็ตเก๋ๆ เท่านั้น ... ส่วนจะแต่งแล้วเท่ห์เหมือนเธอนั้น คงต้องว่ากันอีกที


การแต่งตัวง่ายๆ ผสมผสานกับบุคลิกเท่ห์ๆ ของเธอ บวกกับดนตรีร็อคสไตล์อังกฤษ ทำให้ Alison Mosshart กลายมาเป็นคีย์ลุ๊ค ของแฟชั่นสไตล์ ร็อคสตรีทแวร์ของอังกฤษ สื่อหลายแขนงในอังกฤษถึงกับยกให้เธอเป็น fashion icon คนหนึ่งเลยทีเดียว
เวลานี้ นอกจาก The Kills จะเป็นหนึ่งในวงโปรดของเราแล้ว  Alison Mosshart ยังเป็นหนึ่งใน my idol ของเราอีกด้วย
 
  The Kills 

                                                  The Dead Weather

ผลงานล่าสุดกับ The Dead Weather ที่เธอ ร่วมงานกับ Jack White จาก The White Stripes

Frida comes back to me ...

posted on 20 Apr 2010 16:19 by christmas in fashion

Frida come back to me ...

Frida Kahlo


ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) นอกจากเธอจะถูกพูดถึงบ่อยครั้ง ในฐานะของจิตรกรสาวชีวิตเศร้าชาวเม็กซิกันผู้โด่งดัง  เธอยังเลื่องชื่อในฐานะไอดอลทางแฟชั่นงานอาร์ตแอน์คราฟท์สีสดสวย ที่สาวๆ ทั่วโลกหยิบยืมแรงบันดาลใจจากการแต่งกายของเธอ มาสร้างสรรค์เสื้อผ้าสนุกๆ สำหรับซัมเมอร์นี้อีกด้วย เช่นเดียวกับเซ็ตแฟชั่น Frida come back to me ที่เห็นแล้ว ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน  Frida ยังคงเป็นหญิงสวย ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังจริงๆ 


ต้องขอบอกว่า Marie Antoinette ในเวอร์ชั่น 2006 นี้  ผู้กำักับสาวอเมริกันคนสวย Sophia Coppola  หยิบหนังประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสเรื่องนี้ มาปัดฝุ่นใหม่ ได้สดใส เอี่ยมอ่อง และอู้ฟู้ ได้ลงตัว ถูกใจสาวผู้รักแฟชั่น และเพลงร็อคอย่างเราที่สุด


แม้หนัง เรื่องนี้ จะเคยถูกชาวฝรั่งเศสลุกขึ้นโห่ ในงานเปิดตัวฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาก่อนแต่นั่นอาจไม่ใช่ สาระสำคัญในความคิดของฉันเท่าไหร่นัก เพราะฉันคิดว่า  Sophia Coppola ไม่ได้ต้องการที่จะนำเสนอภาพ ฟอนเฟะ และประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบราชสำนักฝรั่งเศสในยุคนั้น แต่สิ่งที่เธอตัองการจะสื่อ ก็คือชีวิตของเด็กสาววัยรุ่น ที่กำลังอยู่ในช่วงแปลกแยก กำลังค้นหาตัวเอง ซึ่งด้านที่อ่อนใส สวยงามของเธอนี้ มันช่างบิดเบือนไปจาก  Marie Antoinette ในภาคประวัติศาสตร์ที่หลายคนรู้จักอย่างลิบลับ



เรื่องราวของ Marie Antoinette ในประวัติศาสตร์ เธอคือ ราชินีสาวจากต่างชาติ ผู้ทะเยอทะยาน เหยียบย่ำราชวงศ์ฝรั่งเศสตกต่ำจนถึงขีดสุด

ความชั่วร้ายของเธอ คือ กุมอำนาจเหนือสามีที่อ่อนแอ มีชู้กับชายอื่น มีความสัมพันธ์ลับฉันท์ชู้กับนางกำนัลคนสนิท ใช้จ่ายเงินแผ่นดินมากมายมหาศาล ไปกับเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับหรูหรา เหล่าขุนนางใช้ชีวิตท่ามกลางความบันเทิงเริงรมย์ ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับความอดยาก ขาดแคลน ... อื่นๆ อีกมากมายของความเลวร้าย

 

ความโง่เขลา และไม่รู้ซึ่งวิธีการบริหารประเทศของ พระนางมาีรี อังตัวเเนต  เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ในขณะที่ประชาชนมาขออาหารที่พระราชวัง เธอได้เอ่ยว่า  "ถ้าไม่มีแป้งจะ กิน ก็กินเค้กซะสิ" ประโยคเด็ด "Let them eat cake " กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ ที่ทำให้คนทั่วโลกยกให้เป็น symbolic ของพระนาง มารี อังตัวแนต ซึ่งในเวอร์ชั่นล่่าสุดนี้ โซเฟีย คอปโปล่า แก้ต่างให้เธอว่า "เหลวไหลที่สุด ฉันจะพูดแบบนั้นได้อย่างไร"  ผ่านการแสดงของ Kristen Dunst ผู้สวมบทพระนางมารี อังตัวแนต ใน เรื่องนี้


กล่า วได้ว่า ยุค ที่ฝรั่งเศสรุ่งโรจน์ที่สุด และตกต่ำที่สุด เกิดขึ้นในยุคของ พระนางมารี อังตัวแนต เธอคือ หญิงใจแตก  ฟุ่มเฟือย ไม่เอาใจใส่ประชาชน และเป็นต้นเหตุแห่งการล่มสลายของราชวงศ์ฝรั่งเศส 

สาวเซอร์ Kristen Dunst สวมบทราชินี สาวใจแตกใน  Marie Antoinette ได้อย่างน่าสนใจ เธอแสดงออกซึ่งความสดใส น่ารัก ผสมกับความไม่แน่ใจในตัวเอง และถ่ายทอดความเศร้าในจิตใจเบื้องลึกได้อย่างน่าเห็นใจ

แปลกดีที่ โซเฟีย เลือกนางเอกสาวติดดิน หน้าตาธรรมดาอย่าง Kristen Dunst มาสวมบทบาทราชินีผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก นั่นอาจเป็นสารบางอย่าง ที่ผู้กำกับสาวอารมณ์อาร์ต อยากจะบอกกับโลกว่า จริงๆ แล้ว ชีวิตของพระนาง Marie Antoinette ก็ไม่ต่างไปจากชีวิตของเด็กสาวคนอื่นๆ นัก ที่มีทั้งความอ่อนไหว ไม่มั่นใจ โหยหาความรัก อยากมีตัวตน ในสายตาของคนที่เธอแคร์ เพราะฉะนั้น ภาพของพระ นางมารี อังตัวแนต ในหนังเรื่องนี้ เธอจึงเป็นหญิงสาวที่น่าเห็นใจยิ่งนัก



เกริ่นมาเสียนาน จริงๆ สิ่งที่ิอยากจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ก็คือ  ....

แฟชั่นหรูหรา อู้ฟู้สีสด และดนตรีร็อคสุดเก๋ ที่ผสมกลมกลืนกันได้อย่างน่าทึ่ง แม้การนำเพลงร็อคสมัยใหม่มาประกอบหนังเรื่องนี้ จะนำเสียงวิจารณ์ด้านลบมาสู่ ผู้กำกับรางวัลออสการ์คนนี้ แต่เรากลับชื่นชม รู้สึกว่า นี่คือผลลัพธ์ ที่เจ๋ง และเท่ห์จริงๆ

 งานเสื้อผ้าสุดเนี้ยบ สุดตระกาลตา  ไม่แปลกใจเลย ที่  Marie Antoinette จะคว้ารางวัลออสการ์ เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมในปีนั้นไปครอง ก็มันสวย และเพอร์เฟ็คจริงๆ ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่า ทีมงานคอสตูมคงทำงานหนักนรกแตก กว่าจะได้ภาพความศิวิไลซ์ที่น่าชื่นชมได้ขนาดนี้

อีกหนึ่ง ความชอบ ที่อยากพูดถึงที่สุด ก็คือซาวด์แทร็คประกอบหนัง ที่นำเพลงร็อคในยุคใหม่ มาใช้กับหนังย้อนยุคเรื่องนี้ ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพลง what ever happened จาก The Strokes , Hong Kong Garden จาก Siouxsie and the Banshees,  Ceremony จาก New Order ,  The Melody of a Fallen Tree จาก Windsor for the Derby เป็นต้น ตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา ล้วนแล้วแต่เป็นแทร็คเด่น ที่เราชอบที่สุด

นั่งฟังเพลงในอัลบั้มนี้แล้ว ก็นึกสนุก อยากหยิบชุดหวาน อู้ฟู้ขึนมาใส่ พร้อมกับคอนเวิร์สคู่เก่ง แล้วแดนซ์อย่างเมามันส์จัง